ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Catherine Farm

ดินมีชีวิต ผลไม้ก็มีความสุข

ปลูกแบบอินทรีย์และเกษตรเชิงฟื้นฟู ดีกับใครบ้าง? เราสรุปความรู้และหลักปฏิบัติที่เข้าใจง่าย ตั้งแต่เรื่องดิน น้ำ ผึ้ง สภาพภูมิอากาศ ชาวสวน ไปจนถึงคนกินอย่างเรา พร้อมแหล่งอ้างอิงทางวิชาการ

ใบไม้แห้งคลุมดินรอบโคนต้นไม้ต้นเล็ก มีหน่อกล้วยแทงขึ้นมาใกล้ ๆ ริมท้องร่อง
อ่านง่าย มีแหล่งที่มา

ออร์แกนิกกับเกษตรเชิงฟื้นฟู ต่างกันยังไง?

เกษตรอินทรีย์ (ออร์แกนิก) คือการปลูกโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า และสารเร่งการเจริญเติบโต แต่ใช้วิธีตามธรรมชาติแทน เช่น ปุ๋ยหมัก และให้แมลงที่มีประโยชน์ช่วยคุมแมลงศัตรูพืช

เกษตรเชิงฟื้นฟู เน้นที่ผลลัพธ์ ไม่ได้หยุดแค่ “ไม่ทำร้าย” แต่ตั้งใจ “ซ่อม” ให้ดีขึ้น ให้ดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุมากขึ้น มีสิ่งมีชีวิตหลากหลาย และเก็บคาร์บอนไว้ในดินได้มากขึ้น แต่ถ้าเป็นเกษตรเชิงฟื้นฟูอย่างเดียว ก็ยังไม่มีข้อห้ามเรื่องยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า หรือปุ๋ยเคมี

เมื่อนำสองแนวคิดนี้มารวมกันเป็น การฟื้นฟูด้วยเกษตรอินทรีย์ (Regenerative Organic Agriculture) เราจึงได้ทั้งมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เป็นฐาน และเพิ่มการฟื้นฟูดิน ดูแลระบบนิเวศรอบด้าน รวมถึงความเป็นธรรมต่อคนทำงาน เป็นการทำเกษตรที่ช่วยฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติคืนสู่ผืนดิน แทนที่จะใช้จนหมดไป

ที่มา[1, หน้า 2][2, หน้า 1, 26–30, 43][3, หน้า 28–29]

ดีกับใครบ้าง?

ดิน น้ำ ผึ้ง ภูมิอากาศ ชาวสวน และคนกิน สรุปเข้าใจง่ายจากหลักเกษตรเชิงฟื้นฟู กด “อ่านเพิ่ม” ในการ์ดไหนก็ได้ เพื่อดูรายละเอียดและเลขแหล่งที่มา
  • ดินที่มีชีวิต

    ดินดีเต็มไปด้วยชีวิตตัวจิ๋ว และช่วยให้ต้นไม้แข็งแรงได้เอง

    อ่านเพิ่ม เรื่อง ดินที่มีชีวิต

    ดินไม่ใช่แค่ก้อนดินไร้ชีวิตนะ ดินที่แข็งแรงแค่ช้อนชาเดียวอาจมีจุลินทรีย์ตั้งแต่ร้อยล้านถึงพันล้านตัว ทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา สาหร่าย และอีกมากมาย หลักเกษตรเชิงฟื้นฟูจึงชวนให้มองดินเป็น ระบบนิเวศที่มีชีวิต

    ปุ๋ยหมักและปุ๋ยอินทรีย์ให้ทั้งธาตุอาหารและอินทรียวัตถุ มีหลักคิดสำคัญว่า ปุ๋ยเคมีเลี้ยงพืช แต่ปุ๋ยอินทรีย์เลี้ยงดิน ส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีและสารกำจัดศัตรูพืชมากเกินไปหรือผิดวิธี ทำร้ายจุลินทรีย์ในดินและรบกวนการหมุนเวียนธาตุอาหาร

    ผลการศึกษาในสวนมะพร้าวพบว่า ดินตรงที่ปลูกพืชคลุมดินมา 3 ปี มีอินทรียวัตถุสูงถึง 4.05% ขณะที่ดินเปลือยในสวนเดียวกันมีเพียง 2.48%

    ที่มา[1, หน้า 6][2, หน้า 50–51, 55, 58, 80]

  • ดินอุ้มน้ำ สวนชุ่มชื่น

    ดินที่มีอินทรียวัตถุมากดูดซับน้ำฝนได้ดี หน้าแล้งก็ยังชุ่มชื้น

    อ่านเพิ่ม เรื่อง ดินอุ้มน้ำ สวนชุ่มชื่น

    ดินที่แข็งแรงมีโครงสร้างดี มีช่องว่างให้น้ำซึมลงไปได้เร็ว แล้วเก็บไว้ให้ต้นไม้ใช้ ส่วนดินที่มีอินทรียวัตถุน้อย ผิวดินจะอัดแน่น น้ำขังอยู่ข้างบนแล้วไหลบ่าออกไป พาหน้าดินและธาตุอาหารไปด้วย

    พืชคลุมดินและการคลุมโคนต้นด้วยใบไม้ช่วยลดการระเหยของน้ำ ให้น้ำซึมลงดินมากขึ้น และลดความจำเป็นในการรดน้ำ สวนจึงรับมือหน้าแล้งได้ดีขึ้น

    เมื่อไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ก็ลดโอกาสที่สารเหล่านี้จะปนเปื้อนดิน น้ำ และอากาศ เรื่องนี้ยิ่งสำคัญในย่านสวนร่องน้ำ ที่น้ำในคลองไหลผ่านจากสวนหนึ่งไปอีกสวนหนึ่ง

    ที่มา[1, หน้า 5][2, หน้า 1, 16, 27, 33–34, 52–55, 57, 71]

  • บ้านของผึ้งและผองเพื่อน

    ปลูกหลายอย่างปนกันและไม่ฉีดสารเคมี สวนก็กลายเป็นบ้านของผึ้ง แมลงดี และสิ่งมีชีวิตในดิน

    อ่านเพิ่ม เรื่อง บ้านของผึ้งและผองเพื่อน

    แนวทางเกษตรเชิงฟื้นฟูแนะนำให้ปลูกพืชแซมหลากหลายชนิดร่วมกับมะพร้าว เช่น กล้วย มะละกอ ใบเตย และสับปะรด รากที่หลากหลายช่วยเลี้ยงสิ่งมีชีวิตในดิน ความหลากหลายยังช่วยตัดวงจรโรคพืช และเป็นบ้านให้แมลงผสมเกสร

    ชันโรงและผึ้งโพรงช่วยผสมเกสรดอกมะพร้าว ทำให้ติดผลดีขึ้น แต่ผึ้งอ่อนไหวต่อสารเคมีมาก ผึ้งจึงเหมาะที่สุดกับสวนอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมี

    แมลงบางตัวคือผู้ช่วยของชาวสวน อย่างแตนเบียนที่ช่วยคุมหนอนหัวดำมะพร้าว การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานจึงเน้นเพิ่มจำนวนตัวห้ำตัวเบียน แทนการพึ่งสารเคมี

    ที่มา[1, หน้า 4, 7, 8][2, หน้า 55, 64, 122, 147, 152–153]

  • ช่วยให้โลกเย็นลงอีกนิด

    ดินแข็งแรงเก็บคาร์บอนไว้ได้ และเศษใบมะพร้าวกลายเป็นปุ๋ยหมักแทนการเผา

    อ่านเพิ่ม เรื่อง ช่วยให้โลกเย็นลงอีกนิด

    เกษตรกรรมเป็นหนึ่งในต้นเหตุใหญ่ของโลกร้อน และก็เป็นหนึ่งในภาคที่โดนผลกระทบมากที่สุดด้วย เกษตรเชิงฟื้นฟูจึงเป็นแนวทางที่ช่วยได้ทั้งสองทาง

    ดินเก็บคาร์บอนได้มากกว่าในบรรยากาศราว 3–4 เท่า ต้นไม้ดูดคาร์บอนไดออกไซด์มาสร้างอาหาร แล้วส่งบางส่วนลงดินทางราก การรบกวนดินให้น้อยและคลุมดินไว้เสมอ จึงช่วยให้คาร์บอนอยู่ในดินได้นานขึ้น

    สวนมะพร้าวหนึ่งไร่มีเศษทางมะพร้าวและลูกที่คัดทิ้งเฉลี่ยราว 4 ตันต่อปี ถ้าทิ้งลงคลองจะเน่าแบบไม่มีอากาศและเกิดก๊าซมีเทน ถ้าเผาก็ปล่อยควันและก๊าซขึ้นฟ้า การนำเศษซากเหล่านี้มาทำปุ๋ยหมักอินทรีย์จึงช่วยหมุนเวียนธาตุอาหารกลับสู่ดินโดยไม่สร้างมลพิษ

    ที่มา[1, หน้า 2, 6][2, หน้า 1, 30, 49, 55, 86–88]

  • ดีต่อชาวสวน

    ไม่ต้องคลุกคลีกับสารเคมี ต้นทุนลดลง และมีรายได้มากกว่าทางเดียว

    อ่านเพิ่ม เรื่อง ดีต่อชาวสวน

    สารเคมีการเกษตรทั้งแพงและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว การงดใช้สารสังเคราะห์ที่เป็นพิษ ช่วยลดอันตรายที่อาจเกิดจากการสัมผัสสารเหล่านี้ ทั้งตอนทำงานในสวน และผ่านอาหาร อากาศ และน้ำ

    พืชคลุมดินช่วยคุมหญ้าได้โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้าและลดแรงงานถางหญ้า ปุ๋ยหมักจากเศษพืชที่ทำเองในสวนก็ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยลงได้มาก ส่วนพืชแซมและน้ำผึ้งจากชันโรงก็ช่วยให้มีรายได้มากกว่าจากมะพร้าวอย่างเดียว

    จากการสำรวจสวนมะพร้าวที่ปรับเปลี่ยนสู่เกษตรเชิงฟื้นฟู พบว่าเกษตรกรมีการเลี้ยงผึ้งและชันโรงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึงการใช้ปุ๋ยหมักอินทรีย์และการปลูกพืชคลุมดินที่ขยายตัวขึ้น

    ที่มา[1, หน้า 5, 7, 8][2, หน้า 15–16, 31, 57, 64, 87–88][7]

  • ชุมชนชาวสวนเข้มแข็ง

    ชาวสวนแบ่งปันความรู้ ช่วยกันดูแลแมลง และต่อยอดเป็นอาชีพใหม่ได้

    อ่านเพิ่ม เรื่อง ชุมชนชาวสวนเข้มแข็ง

    การดูแลสวนมะพร้าวในเขตลุ่มน้ำคลองอย่างสมุทรสงครามและพื้นที่ใกล้เคียง ต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนความรู้และการร่วมมือกัน แมลงศัตรูมะพร้าวบางชนิด เช่น หนอนหัวดำ ต้องอาศัยทั้งชุมชนช่วยกันจัดการถึงจะได้ผล สวนเดียวทำคนเดียวไม่พอ

    เมื่อองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ถูกส่งต่อและนำไปใช้จริง ชุมชนชาวสวนก็เข้มแข็งขึ้น มีการถ่ายทอดวิธีทำปุ๋ยหมัก การขยายพันธุ์แตนเบียน และการรวมกลุ่มดูแลระบบนิเวศคลองร่วมกัน

    ที่มา[1, หน้า 3][2, หน้า 123, 145][7][9]

  • กินแล้วสบายใจ

    ผลไม้ที่ปลูกโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้าสังเคราะห์ จากดินและระบบนิเวศที่ได้รับการดูแล

    อ่านเพิ่ม เรื่อง กินแล้วสบายใจ

    ผลไม้ที่ปลูกตามแนวทางนี้ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า และปุ๋ยสังเคราะห์ จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการสัมผัสหรือรับสารเคมีสังเคราะห์ผ่านอาหาร น้ำ และสิ่งแวดล้อม

    หัวใจของการฟื้นฟูด้วยเกษตรอินทรีย์คือการสร้างดินให้แข็งแรง เพื่อให้พืชได้รับสารอาหารธรรมชาติอย่างสมดุล ได้ผลไม้ที่เติบโตตามธรรมชาติและมีรสชาติดั้งเดิม ไปทำความรู้จักผลไม้จากสวนเรา

    ที่มา[2, หน้า 31, 48][3, หน้า 31, 48]

สวนเชิงฟื้นฟูทำอะไรบ้าง?

นี่คือแนวทางสำคัญที่นิยมปฏิบัติในสวนเกษตรเชิงฟื้นฟูและสวนมะพร้าวอินทรีย์โดยทั่วไป แต่ละสวนเลือกปรับใช้ตามสภาพพื้นที่และระบบนิเวศของตัวเอง ส่วนหลักที่ Catherine Farm ยึดถือเอง เราแยกบอกไว้อีกส่วนหนึ่ง
ต้นกล้วยที่ตัดแล้วกับใบไม้แห้งคลุมดินรอบต้นไม้ต้นเล็กริมท้องร่องในแสงเช้า

แนวทางเกษตรเชิงฟื้นฟู

  • ปุ๋ยหมักจากเศษในสวน

    สับเศษมะพร้าว ใบไม้ และเศษพืช แล้วหมักกับมูลสัตว์จนกลายเป็นปุ๋ยหมักอินทรีย์ โดยใช้เวลาราว 90 วัน หลักสำคัญคือต้องหมักมูลสัตว์ก่อนใช้เสมอ เพราะความร้อนจากการหมักช่วยลดเชื้อโรค เมล็ดวัชพืช และกลิ่น

  • พืชคลุมดิน

    ปลูกพืชเตี้ยๆ คลุมหน้าดินไว้ เช่น ใบต่างเหรียญ หรือถั่วปินโต ช่วยลดการพังทลายของหน้าดิน เก็บความชื้น และคุมวัชพืชได้โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้า พืชตระกูลถั่วยังช่วยเติมไนโตรเจนให้ดินด้วย ในธรรมชาติเราแทบไม่เจอดินเปลือยเลย ดินเปลือยมักเป็นสิ่งที่คนทำขึ้นเอง

  • ห่มโคนต้นด้วยใบไม้

    คลุมดินรอบโคนต้นราว 2 เมตรด้วยใบไม้ที่ร่วง หญ้าที่ตัด หรือเศษพืชอื่นๆ ช่วยเก็บความชื้น กันหน้าดินถูกกัดเซาะ รักษาอุณหภูมิดินให้พอดีกับรากและจุลินทรีย์ คุมวัชพืช และค่อยๆ ย่อยสลายเป็นอินทรียวัตถุ แถมไม่มีค่าใช้จ่ายเลย

  • ปลูกพืชแซม ปลูกหลายอย่างปนกัน

    ปลูกพืชตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปในแปลงเดียวกัน ให้ใช้แสง ธาตุอาหาร และน้ำได้คุ้มค่า โดยเลือกพืชแซมตามอายุของต้นไม้หลัก เช่น ช่วง 3–4 ปีแรกที่มะพร้าวยังต้นเล็ก กล้วยและมะละกอเป็นพืชแซมที่เหมาะมาก เพราะกล้วยโตเร็ว ช่วยให้ร่มเงาและความชื้นกับมะพร้าวต้นเล็ก พอมะพร้าวโตขึ้นก็เปลี่ยนไปปลูกพืชที่ชอบร่ม เช่น ใบเตยหรือผักกูด

  • ดูแลแมลงแบบธรรมชาติ

    ใช้การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM) แทนการฉีดยาฆ่าแมลง ได้แก่ ดูแลต้นให้แข็งแรง เพิ่มตัวห้ำตัวเบียน เช่น แตนเบียนที่คุมหนอนหัวดำ ใช้เชื้อราที่มีประโยชน์ เช่น เชื้อราเมตาไรเซียมที่ใช้คุมด้วงแรด ใช้กับดักแมลง เก็บกวาดสวนให้สะอาด และหมั่นเดินสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ

  • เลี้ยงชันโรงช่วยผสมเกสร

    ตั้งกล่องชันโรงหรือผึ้งโพรงไว้ในสวน เพื่อช่วยผสมเกสรดอกมะพร้าว ทำให้ติดผลดีขึ้น ลดการหลุดร่วง แถมยังได้น้ำผึ้งเป็นผลพลอยได้ สิ่งที่ผึ้งต้องการคือดอกไม้หลากหลายไว้กินเป็นอาหาร และสวนที่ไม่ฉีดสารเคมี เพราะผึ้งอ่อนไหวต่อสารเคมีมาก

  • ถนอมดิน น้ำ และขอบสวน

    ไถพรวนและใช้เครื่องจักรหนักให้น้อย ไม่ทิ้งเศษใบมะพร้าวลงคลอง (เน่าแล้วเกิดก๊าซมีเทน) แต่นำไปหมักหรือคลุมดินแทน และปลูกไม้เป็นแนวกันลมรอบสวน กันการปนเปื้อนจากแปลงข้างเคียง

ส่วนนี้เป็นเรื่องของสวนเราเอง

สิ่งที่ Catherine Farm ยึดถือ

ข้างบนคือแนวคิดและหลักการทั่วไป ส่วนนี่คือหลักที่สวนของเราถือปฏิบัติจริง บนร่องสวนริมคลองที่บางคนที

  • ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า
  • ไม่ใช้สารเร่งโต
  • ดูแลแบบอินทรีย์ ด้วยใจ
  • ปลูกแบบหลากหลาย ผสมผสาน
  • เกษตรเชิงฟื้นฟู

เป็นวิธีดูแลสวนของเราเอง ไม่ใช่ใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

ดูผลผลิตของเรา

คำถามที่หลายคนสงสัย

  • Catherine Farm ได้รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์หรือเปล่า?

    เว็บไซต์นี้ไม่ได้อ้างว่าสวนมีใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ใดๆ สิ่งที่เราเล่าคือวิธีดูแลสวนของเราเอง คือไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า ไม่ใช้สารเร่งโต ไม่ใช้สารเคมี และปลูกแบบหลากหลาย ผสมผสาน ส่วนหน้านี้ก็เป็นการรวบรวมและสรุปความรู้ทั่วไป ไม่ใช่ใบรับรอง อยากถามอะไรเพิ่ม ส่งอีเมลมาคุยกันได้เลย

  • ทำไมผลไม้ออร์แกนิกบางทีหน้าตาไม่เป๊ะ?

    เพราะไม่ได้ฉีดยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีสังเคราะห์เพื่อให้ผิวผลเนียนกริบ ผลไม้เลยอาจมีจุด มีรอยบนเปลือก หรือขนาดไม่เท่ากันบ้าง เป็นหน้าตาตามธรรมชาติของผลไม้ที่โตตามจังหวะของมันเอง เช่น ในสวนมะพร้าวอาจมีไรตัวจิ๋วทำให้ผิวลูกเป็นแผลสีน้ำตาลแตกลาย ซึ่งเราเลือกดูแลด้วยวิธีชีวภาพและกลไกธรรมชาติแทนการฉีดยาเคมี

  • เกษตรเชิงฟื้นฟู อธิบายสั้นๆ คืออะไร?

    คือการทำเกษตรที่ไม่ได้แค่ไม่ทำร้าย แต่ช่วยให้ดินดีขึ้นกว่าเดิม หัวใจคือหลักสุขภาพดิน 4 ข้อ: รบกวนดินให้น้อย คลุมดินไว้เสมอ ปลูกให้หลากหลาย และให้มีรากที่ยังมีชีวิตอยู่ในดินตลอด

  • ออร์แกนิกแปลว่าสวนไม่มีแมลงเลยใช่ไหม?

    ไม่ใช่เลย สวนอินทรีย์ก็มีแมลง แต่ใช้การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน เช่น ดูแลต้นให้แข็งแรง ให้ตัวห้ำตัวเบียนช่วยกิน และหมั่นสำรวจแปลง เป้าหมายคือคุมให้อยู่ในระดับที่รับได้ ไม่ใช่กำจัดให้หมดทุกตัว เพราะแมลงหลายตัวคือเพื่อนของสวน

  • ปุ๋ยจากมูลสัตว์ในสวนอินทรีย์ สะอาดปลอดภัยไหม?

    หลักสำคัญคือต้องหมักมูลสัตว์ให้เป็นปุ๋ยหมักก่อนใช้ ความร้อนระหว่างกระบวนการหมักช่วยลดเชื้อโรค เมล็ดวัชพืช และกลิ่น และการหมักยังช่วยลดการชะล้างปนเปื้อนลงแหล่งน้ำ การใช้มูลสัตว์อย่างถูกวิธีและหมักจนสมบูรณ์จึงปลอดภัยต่อทั้งผลผลิตและระบบนิเวศ

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากไหน?

    เราสรุปจากหลักวิชาการและคู่มือการทำเกษตรอินทรีย์และการฟื้นฟูดินสำหรับสวนมะพร้าว (รวมถึงเอกสารเผยแพร่สาธารณะของโครงการ ReCAP โดย GIZ และหน่วยงานเกษตร) ร่วมกับแนวทางการดูแลสวนจริงของ Catherine Farm โดยเราระบุแหล่งอ้างอิงไว้ท้ายหน้าสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม

แหล่งที่มา

เอกสารและบทความที่เผยแพร่สู่สาธารณะ ตัวเลขในวงเล็บเหลี่ยมบนหน้านี้ชี้มาที่รายการด้านล่าง
  1. 1
    Regenerative Coconut Agriculture — Brochure, Regenerative Coconuts Agriculture Project (ReCAP) (เปิดในแท็บใหม่)

    ReCAP: GIZ, Harmless Harvest, Danone Ecosystem Fund, Department of Agriculture, Department of Agricultural Extension · 2023PDFภาษาอังกฤษ

  2. 2
    Regenerative Organic Agriculture Training for Coconut Farmers — Handbook for Farmers (เปิดในแท็บใหม่)

    ReCAP: GIZ, Harmless Harvest, Danone Ecosystem Fund, Department of Agriculture, Department of Agricultural Extension · 2023PDFภาษาอังกฤษ

  3. 3
  4. 4
  5. 5
  6. 6
    Regenerative Coconuts Agriculture Project (ReCAP) — หน้าโครงการ (เปิดในแท็บใหม่)

    GIZ Thailand (Thai-German Cooperation)เว็บไซต์ภาษาอังกฤษ

  7. 7
    Regenerative coconut agriculture helps to counter climate change (เปิดในแท็บใหม่)

    GIZ Thailand (Thai-German Cooperation) · 2023เว็บไซต์ภาษาอังกฤษ

  8. 8
    Regenerative Farming: An opportunity to improve the livelihoods of coconut farmers (เปิดในแท็บใหม่)

    GIZ Thailand (Thai-German Cooperation) · 2023เว็บไซต์ภาษาอังกฤษ

  9. 9
    Scaling up regenerative agriculture (เปิดในแท็บใหม่)

    GIZ Thailand (Thai-German Cooperation) · 2022เว็บไซต์ภาษาอังกฤษ

  10. 10
    Harmless Harvest and GIZ: Partners for Sustainable Aromatic Coconuts (เปิดในแท็บใหม่)

    GIZ Thailand (Thai-German Cooperation) · 2021เว็บไซต์ภาษาอังกฤษ

  11. 11
    Regenerative Coconuts Agriculture Project (ReCAP) — เอกสารและวิดีโอ (เปิดในแท็บใหม่)

    Sustainable Agrifood System in ASEAN (asean-agrifood.org)เว็บไซต์ไทย / อังกฤษ